Adidas Pro 4 vs Adidas Pro 5 รุ่นใหม่เบาลง 23 กรัม แล้วคุ้มพอให้อัปเกรดไหม?

Adidas Adizero Pro 4 vs Pro 5: Is the New Adios Pro Worth the Upgrade in 2026?

...

Adidas Pro 4 vs Adidas Pro 5 รุ่นใหม่เบาลง 23 กรัม แล้วคุ้มพอให้อัปเกรดไหม?

เบาลง 23 กรัม เปลี่ยน ENERGYRODS เป็น ENERGYRIM พร้อมปรับทั้งพื้นและอัปเปอร์ใหม่ Adidas Pro 5 จึงกลายเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับ Race Day แต่คนที่มี Adidas Pro 4 อยู่แล้วอาจยังไม่ต้องรีบเปลี่ยน เพราะระยะ 5K/10K สองรุ่นยังสูสีกันมาก ขณะที่ Pro 5 ได้เปรียบชัดขึ้นใน Half และ Marathon เมื่อความเบากับ Cushioning มีผลต่อช่วงท้ายมากขึ้น ยิ่งราคาปัจจุบันห่างกันหลายพัน คำว่า “คุ้มอัปเกรด” จึงต้องถามทั้งสนามและเท้าตัวเองก่อนถามว่าเลข 5 ใหม่กว่าแค่ไหน…

...

คู่ที่เคยพาไปถึง PB ไม่ได้หมดเวลาทันทีที่รุ่นใหม่มา

PB ยังโชว์หลาอยู่ใน Strava และเชือกคู่เดิมก็ยังล็อกเท้าแน่นเข้าที่ แล้วทำไมต้องรีบปลด Adizero Pro 4 เพียงเพราะกล่องเลข 5 เพิ่งเปิดตัว? สำหรับนักวิ่งที่ผ่านทั้ง Tempo, Long Run และ Race Day มากับ Adidas Adizero Pro 4 จนรู้จังหวะกดเพซของตัวเองเข้ามือ ความคุ้นเคยระดับนี้มีค่ามากกว่าน้ำหนักกี่กรัมที่เห็นบนหน้าสเปก เพราะ รองเท้าวิ่ง Adidas ในวันแข่งไม่ใช่แค่ซื้อใหม่แล้วจบ แต่ต้องรู้ใจกันว่าเวลาสับเร่งแล้วโฟมตอบสนองอย่างไร หน้าเท้ารับแรงไหวไหม และพอขาเริ่มตึงช่วงท้าย ตัวรองเท้ายังช่วยพยุงฟอร์มการวิ่งอยู่หรือเปล่า การมาของ Adidas Adizero Pro 5 จึงไม่ได้แปลว่าคู่เดิมจะไร้ความหมาย แต่มันคือการกลับมาเช็กว่ารุ่นใหม่ให้สิ่งที่ Pro 4 ยังขาดไปสำหรับการวิ่งของคุณได้จริงไหม

พอลองนำทั้งสองคู่มามองกางตามระยะแข่ง ภาพความต่างจะยิ่งชัดเจนขึ้น ระยะ 5K แทบไม่มีเวลาให้มานั่งตั้งจังหวะ ออกตัวแป๊บเดียวก็ต้องกดเข้า Race Pace ทันที ส่วนระยะ Marathon มีเวลาให้ความล้าค่อย ๆ สะสมจนฟอร์มเริ่มตกและคุมเพซยากขึ้น รองเท้าวิ่ง Adidas ที่รู้สึกเด้งพุ่งตอนเริ่มต้น จึงไม่ได้แปลว่าจะเข้าทางกับการวิ่งทุกระยะ นั่นคือโจทย์จริงของการเทียบ Adizero Pro 4 กับ Adizero Pro 5 ในปี 2026 ไม่ใช่การเอาตารางสเปกมากางนับของใหม่ แต่คือการดูว่าเมื่อระยะเปลี่ยน จุดเด่นของแต่ละรุ่นยังตอบโจทย์สไตล์เราอยู่ไหม เพื่อจะได้ตอบตัวเองได้ถูกว่าควรขยับไปรุ่นใหม่ หรือใช้คู่เดิมลุยทำ PB ต่อในสนามหน้า

...

23 กรัมที่หายไป เปลี่ยนฟีล Adios Pro ไปแค่ไหน?

จุดเด่นของ Pro 4 ยังอยู่ที่แรงส่งและการตอบสนองเวลาทำความเร็ว ซึ่งการมาของรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ทำให้ข้อดีตรงนี้หายไป “Adizero Adios Pro 4” เลือกใช้เทคโนโลยี ENERGYRODS 2.0 ทำงานร่วมกับโฟม Lightstrike Pro และรูปทรง Rocker เพื่อช่วยพาเท้าถ่ายน้ำหนักไปสู่จังหวะ Toe-off ได้อย่างต่อเนื่อง โดย Adidas ระบุน้ำหนักไว้ประมาณ 200 กรัมในไซส์ UK 8.5 พร้อม Drop 6 มิลลิเมตร ขณะที่ผลทดสอบแล็บจาก RTINGS วัดค่า Energy Return ได้สูงถึง 85.6% บริเวณส้น และ 87.0% บริเวณหน้าเท้า ตัวเลขพวกนี้อาจไม่ได้บอกว่าทุกคนจะสับเพซเร็วขึ้นเท่าไหร่ แต่ช่วยอธิบายฟีลลิ่งของ รองเท้าวิ่งคาร์บอน คู่นี้ได้ดีว่า Pro 4 ยังคงมีแรงเด้งสู้เท้าให้รู้สึกทุกครั้งที่ลงน้ำหนักและเร่งความเร็ว จึงไม่ใช่รองเท้าที่ต้องรีบโละทิ้งทันทีเพียงเพราะรุ่นใหม่ออกมา

พอสลับมาดู “Adidas Adizero Pro 5” สิ่งแรกที่สัมผัสได้จากตารางสเปกคือตัวรองเท้าเบาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเด้งส่งแรงกว่า Pro 4 แบบตรงไปตรงมา เพราะ Adidas ได้ยกปรับโครงสร้างใหม่ โดยเปลี่ยนจาก ENERGYRODS มาเป็น ENERGYRIM พร้อมอัปเกรดผ้าอัปเปอร์เป็น LIGHTLOCK 2.0 เพื่อรีดน้ำหนักลงไปอีก โดยคู่ที่ RTINGS นำไปทดสอบชั่งได้จริงเพียง 170.3 กรัม เทียบกับ Pro 4 ที่ชั่งได้ 197.5 กรัมในชุดทดสอบเดียวกัน แม้ค่า Energy Return ของ Pro 5 จะอยู่ที่ 82.3% บริเวณส้น และ 84.4% บริเวณหน้าเท้า ซึ่งน้อยกว่ารุ่นพี่เล็กน้อย แต่นั่นหมายความว่าเลข 5 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกจังหวะดีดแรงกว่าเดิม ทว่าจุดเด่นที่แท้จริงคือความเบาและ Cushioning ที่ซัพพอร์ตมากขึ้น ซึ่งเริ่มมีประโยชน์เมื่อ Race Pace ต้องถูกประคองต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

5K ถึง 10K ของใหม่ยังไม่ได้ทิ้ง Pro 4 ห่างอย่างที่คิด

ระยะ 5K ต้องการการเข้า Race Pace ให้เร็วตั้งแต่ช่วงแรก และช่วงท้ายยังต้องพร้อมสับเร่งหนีคู่แข่งถ้ายังมีแรงเหลือ เกมทำความเร็วเดือด ๆ แบบนี้ทำให้ Adidas Pro 4 ยังไม่ได้เสียเปรียบ Adidas Pro 5 ชัดเจนอย่างที่ตัวเลขรุ่นชวนให้คิด เพราะผลทดสอบจาก RTINGS ให้คะแนนทั้งสองคู่เท่ากันที่ 7.9 สำหรับระยะ 5K/10K โดย Pro 5 ได้เปรียบเรื่องน้ำหนักที่เบากว่า ส่วน Pro 4 ชนะเรื่อง Energy Return ที่เด้งสู้เท้าสูงกว่าเล็กน้อย คนที่ชอบกดพื้นแล้วได้แรงส่งสะท้อนกลับชัด ๆ จึงยังคงเข้าทาง Pro 4 มากกว่า โดยเฉพาะถ้าคู่เดิมผ่านสนาม Interval และ Tempo จนจับจังหวะกันได้เนียนกริบอยู่แล้ว สำหรับสนามระยะสั้นที่ต้องกดเพซตั้งแต่เส้นสตาร์ต ความใหม่ของ Pro 5 จึงยังไม่ได้สร้างช่องว่างมากพอให้ Pro 4 ต้องยอมหลีกทาง

แต่พอระยะขยับไปสู่ Half และ Marathon น้ำหนักที่หายไปทุกกรัมเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนก้าวที่สะสม ซึ่งเป็นจุดที่ข้อได้เปรียบของ Pro 5 เริ่มเปล่งประกาย โดย RTINGS ให้คะแนน Adidas Adizero Pro 5 สำหรับ Half/Full Marathon สูงถึง 8.5 เทียบกับ 8.1 ของ Pro 4 และได้คะแนน Cushioning ซัพพอร์ตเท้าไปถึง 8.5 เทียบกับ 7.9 เมื่อวิ่งผ่านครึ่งทางไปแล้วและต้องใช้สมาธิอย่างมากในการคุมเพซ ความเบาและการรับแรงกระแทกที่ดีกว่าจึงมีประโยชน์มากกว่าช่วงเพิ่งออกจากเส้นสตาร์ตอย่างเห็นได้ชัด นี่คือระยะที่ Pro 5 เริ่มมีภาษีในฐานะ รองเท้าวิ่งมาราธอน เต็มตัว เพราะโจทย์ของระยะนี้ไม่ใช่แค่วิ่งให้เร็ว แต่คือการประคองฟอร์มและคุมรอบขาให้เสถียรที่สุดก่อนที่ความล้าจะเข้ามาเล่นงาน

...

คนมี Pro 4 อยู่แล้ว อย่าเพิ่งเปลี่ยนจนกว่าจะรู้ว่าอยากได้อะไรเพิ่ม

ถ้า Tempo วันอังคารยังเข้าเป้า Long Run วันอาทิตย์ยังจบได้ตามแผน และ Pro 4 ไม่เคยสร้างปัญหาให้เท้าเลย ก็ยังไม่มีเหตุผลต้องรีบเอามันออกจาก Race Rotation เพราะ Adidas Pro 4 มีข้อได้เปรียบที่ Pro 5 ให้ไม่ได้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือความคุ้นเคยที่คุณรู้ใจมันดีอยู่แล้ว รู้ว่ากด Race Pace ระดับไหนรองเท้าถึงจะเริ่มเข้าจังหวะ รู้ว่าควรผูกเชือกล็อกแน่นแค่ไหน และรู้ว่าหลังสับยาว ๆ หน้าเท้าเราอยู่กับโครงสร้างนี้ได้สบาย โดยเฉพาะสาย 5K/10K ที่ผลทดสอบของทั้งสองรุ่นยังกินกันไม่ลง คำถามที่ว่า รองเท้าวิ่ง Adidas รุ่นไหนดี จึงไม่ควรทำให้คู่ที่เวิร์กอยู่แล้ว กลายเป็นของที่ต้องปลดระเบียบตามรอบการเปิดตัวสินค้า เพราะในวันแข่ง ความมั่นใจว่าก้าวต่อไปจะได้ฟีลแบบที่คุ้นเคยมีประโยชน์มากกว่าการได้ใส่รุ่นใหม่ที่สุดบนเส้นสตาร์ต

แต่ถ้าช่วงท้ายของ Long Run เริ่มรู้สึกว่ารองเท้าล้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงขา หรืออยากได้ซัพพอร์ตรับแรงกระแทกบริเวณหน้าเท้าที่นุ่มสบายกว่าเดิม ตรงนี้แหละคือเหตุผลที่น่าเปิดใจลอง Adidas Adizero Pro 5 โดยเฉพาะคนที่กำลังขยับระยะจาก 10K ไป Half หรือกำลังเข้า Training Block เข้มข้นสำหรับ 42.195K จะได้ดึงศักยภาพเรื่องน้ำหนักที่เบาลงและ Cushioning ออกมาใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากว่าสายระยะสั้น ซึ่งวิธีเช็กก็ไม่ต้องรอถึง Race Day แค่ลองพา Pro 5 ไปผ่านเซสชัน Tempo ยาว หรือ Long Run ที่แทรกช่วง Marathon Pace แล้วจับสังเกตตั้งแต่กิโลเมตรกลาง ๆ ไปจนถึงช่วงสุดท้ายว่า รอบขายังคุมได้เนียนไหม ต้องฝืนเพซมากขึ้นหรือเปล่า ถ้ารุ่นใหม่เข้ามาอุดรูรั่วตรงจุดที่ Pro 4 เริ่มไม่ตอบโจทย์ นั่นถึงจะเป็นเหตุผลในการอัปเกรดที่มาจากฟอร์มการวิ่งจริงของคุณ

ราคาห่างกันหลักพัน อาจทำให้คำตอบเปลี่ยนก่อนถึง Race Day

พอ Performance ไม่ได้ทิ้งกันขาดในทุกระยะ ป้ายราคาก็มีสิทธิ์เข้ามาเปลี่ยนเกมทันที Adidas Adizero Pro 4 สี White Black บน แอปสะสม มีราคาป้ายอยู่ที่ 8,000 บาท โดยมีราคาเริ่มต้นล่าสุดเพียง 4,299 บาท ขณะที่สี Core Black Iron Metallic เริ่มต้นน่ารักที่ 4,098 บาท ส่วน Adidas Adizero Pro 5 สี Clear Sky Carbon ซึ่งเพิ่งวางขายช่วงต้นเดือนตุลาคม มีราคาป้ายอยู่ที่ 9,600 บาท แต่ราคาเริ่มต้นบน SASOM พุ่งไปถึง 15,999 บาท ณ วันที่ตรวจสอบ ช่องว่างราคาที่ห่างกันระดับนี้ทำให้คนที่มี Pro 4 หรือกำลังมองหา รองเท้าวิ่ง Adidas คู่ใหม่ต้องคิดหนักมากกว่าคำว่า "จ่ายเพิ่มอีกหน่อยเอารุ่นล่าสุด" เพราะในบางไซส์ ส่วนต่างตรงนี้มากพอที่จะทำให้ Pro 4 กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าทันที หากฟีลลิ่งและระยะประจำของคุณยังเข้าทางกับมันอยู่แล้ว

ทว่าราคาที่เห็นจะมีความหมายจริง ๆ ก็ต่อเมื่อมีไซส์ที่ใส่ได้พอดี เพราะ Colorway เดียวกันแต่ต่างไซส์ ก็อาจเจอเรตราคาและจำนวนสินค้าในสต็อกที่ไม่เหมือนกัน จุดนี้ แอปสะสม (SASOM) จึงเข้ามาช่วยให้คุณเปิดเทียบ Adizero Pro 4 กับ Adizero Pro 5 ได้พร้อมกันทั้งเรื่องสี, ไซส์ และราคาอัปเดตล่าสุด อย่างหน้ารวม รองเท้าวิ่งมาราธอน และรองเท้าวิ่งผู้ชายช่วงที่ตรวจสอบ ยังมี Pro 5 สี Solar Turbo Black อยู่ที่ 10,990 บาท ในขณะที่ Pro 4 สี Lucid Lemon Core Black and Halo Silver อยู่ที่ 4,499 บาท สำหรับใครที่มี Race Calendar ล็อกวันแข่งไว้แล้ว การเช็กให้ชัวร์ว่าคู่ไหนมีไซส์พร้อมส่ง และยังมีเวลาเหลือพอให้เอาไปลองกดซ้อมก่อนวันจริง ย่อมสำคัญกว่าการไล่ตามหาแค่มุมราคาถูกที่สุด เพราะ รองเท้าวิ่งคาร์บอน คู่ใหม่ควรผ่านการลองซ้อมจริงจังอย่างน้อยหนึ่งเซสชัน เพื่อให้รู้ใจกันก่อนพาไปลุยสนามจริง

สรุป

รองเท้าคู่เดิมยังไม่จำเป็นต้องเก็บเข้ากล่อง ถ้ามันยังคงพาคุณวิ่งทำรอบได้ดีในแบบที่ต้องการ สำหรับสายซิ่งระยะ 5K/10K ที่หลงรักแรงส่งสู้เท้าของ Pro 4 และมีคู่ใจที่ผ่านเซสชันเข้มข้นจนรู้ใจกันเนียนกริบ Adidas Adizero Pro 4 ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นคู่เก่งในวัน Race Day ได้สมบูรณ์แบบเหมือนเดิม แต่เมื่อเป้าหมายการวิ่งถูกยืดออกไปสู่ระยะ Half หรือ Marathon ข้อได้เปรียบของ Adidas Adizero Pro 5A จะเริ่มเด่นชัดขึ้นมาทันที น้ำหนักที่หายไปกับซัพพอร์ต Cushioning ที่แน่นขึ้นอาจไม่ได้รู้สึกต่างกันแบบพลิกฝ่ามือในการลองสับแค่ไม่กี่ก้าวแรก แต่จะเข้ามาแผลงอิทธิฤทธิ์เมื่อจำนวนก้าวเริ่มสะสม ความล้าเริ่มคืบคลานเข้ามา และการคุมเพซให้ตรงตามแผนทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือจุดที่รุ่นใหม่เปิดเหตุผลให้น่าอัปเกรด

สุดท้ายแล้วคำถามที่ว่า รองเท้าวิ่ง Adidas รุ่นไหนดี จึงไม่ได้ต้องการตัวผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เพราะนักวิ่งที่กำลังมองหา รองเท้าวิ่งคาร์บอน คู่ใหม่ควรเริ่มตั้งโจทย์จากระยะสนามที่คุณกำลังฝึกซ้อมอยู่เป็นหลัก โดยระยะ 5K/10K ยังเปิดพื้นที่ให้ Pro 4 ได้ปลดปล่อยพลังแรงตอบสนองของมันอย่างเต็มที่ ส่วนระยะ Half และ Marathon คือสมรภูมิที่ Pro 5 ได้โชว์ศักยภาพความเบาและซัพพอร์ตการรับแรงได้อย่างคุ้มค่า จากนั้นค่อยเข้าไปเปิดเช็กราคาและไซส์ที่พร้อมส่งจริงบน แอปสะสม แล้วใช้เซสชันลองซ้อมก่อนแข่งเป็นด่านสุดท้ายในการตัดสินใจ เพราะการอัปเกรดที่คุ้มค่าจริง ๆ ไม่ใช่วินาทีที่คุณแกะกล่องถือรองเท้าแล้วรู้สึกว่ามันเบาแค่ไหน แต่มันคือช่วงกิโลเมตรท้าย ๆ บนสนามแข่งที่เพซของคุณยังนิ่งตรงตามแผน รอบขายังคงซิ่งต่อได้เนียน ๆ และคุณแทบไม่ต้องเสียสมาธิมานั่งกังวลกับรองเท้าเลยแม้แต่น้อย

หมายเหตุ: ราคา ไซส์ Colorway และ Availability อ้างอิงข้อมูลที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 และสามารถเปลี่ยนแปลงตาม Listing และช่วงเวลา ผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการใช้เพื่อประกอบการเปรียบเทียบ ไม่สามารถรับประกันเวลาในการแข่งขันหรือผลลัพธ์ของนักวิ่งแต่ละคนได้

...

พร้อมทำ PB ใหม่? เช็กราคา Pro 4 vs Pro 5 บน SASOM ได้เลย

เปิด แอปสะสม เช็กราคาล่าสุด สี และไซส์ของ Pro 4 กับ Pro 5 ก่อนล็อกคู่ลง Race Day รองเท้าทุกคู่ผ่านขั้นตอนตรวจสอบและการันตีของแท้ 100% ก่อนจัดส่ง ให้เรื่องที่ต้องลุ้นในวันแข่งเหลือแค่เพซกับเวลาบนเส้นชัยก็พอ — ดาวน์โหลดเลยตอนนี้ที่ www.sasom.com

บทความแนะนำ