รองเท้าวิ่งเปียกฝน ทำไงไม่ให้เหม็น? | SASOM's Tips

รองเท้าวิ่งเปียกฝนเป็นปัญหาที่นักวิ่งไทยต้องเจอแทบทุกปี ยิ่งช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักแบบไม่ทันตั้งตัว วิ่งไปได้ครึ่งทางก็เปียกทั้งตัวทั้งรองเท้า กลับถึงบ้านทีไรก็เจอรองเท้าชื้น หนัก และเริ่มมีกลิ่นอับตามมา บทความนี้จาก SASOM's Tips จะสรุปวิธีจัดการรองเท้าวิ่งเปียกแบบทำตามได้ทันที ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้าน พร้อมเคล็ดลับป้องกันที่ช่วยให้รองเท้าวิ่งคู่โปรดอยู่กับเราไปได้อีกนาน

...

รองเท้าวิ่งเปียกฝน ทำไงไม่ให้เหม็น? | SASOM's Tips

รองเท้าวิ่งเปียกฝนเป็นปัญหาที่นักวิ่งไทยต้องเจอแทบทุกปี ยิ่งช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักแบบไม่ทันตั้งตัว วิ่งไปได้ครึ่งทางก็เปียกทั้งตัวทั้งรองเท้า กลับถึงบ้านทีไรก็เจอรองเท้าชื้น หนัก และเริ่มมีกลิ่นอับตามมา บทความนี้จาก SASOM's Tips จะสรุปวิธีจัดการรองเท้าวิ่งเปียกแบบทำตามได้ทันที ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้าน พร้อมเคล็ดลับป้องกันที่ช่วยให้รองเท้าวิ่งคู่โปรดอยู่กับเราไปได้อีกนาน

ทำไมรองเท้าวิ่งเปียกฝนต้องรีบจัดการทันที

รองเท้าวิ่งส่วนใหญ่ออกแบบมาให้เบาและระบายอากาศได้ดี ส่วนบนมักเป็นผ้าตาข่ายที่ซับน้ำได้ง่าย เมื่อเปียกฝนแล้วถูกทิ้งไว้ในที่อับ ความชื้นจะค้างอยู่ทั้งในผ้า พื้นรองใน และโฟมพื้นรองเท้า ซึ่งเป็นสภาพที่เอื้อต่อการเกิดกลิ่นอับได้เร็วมาก ยิ่งทิ้งไว้นาน กลิ่นก็ยิ่งฝังลึกและแก้ยากขึ้น

นอกจากเรื่องกลิ่น อีกปัญหาที่หลายคนมองข้ามคือ "วิธีทำให้แห้ง" ที่ผิด นักวิ่งจำนวนไม่น้อยรีบเอารองเท้าไปตากแดดจัดหรือเป่าด้วยไดร์ลมร้อน เพราะอยากให้แห้งไว แต่ความร้อนนี่แหละที่ทำให้กาวซึ่งยึดส่วนต่าง ๆ ของรองเท้าเสื่อมสภาพ จนพื้นรองเท้าเริ่มแยก หรือทรงรองเท้าเสียไปก่อนเวลาอันควร การดูแลรองเท้าวิ่งเปียกฝนอย่างถูกวิธีจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่เป็นการยืดอายุการใช้งานรองเท้าโดยตรง

อุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้านช่วงหน้าฝน

ข่าวดีคือการดูแลรองเท้าวิ่งเปียกไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง แค่มีของสองอย่างนี้ติดบ้านไว้ก็เพียงพอ

กระดาษทิชชู่สีขาวแบบธรรมดา ใช้ยัดดูดความชื้นทั้งในและนอกรองเท้า เลือกแบบไม่มีสีและไม่มีน้ำหอม เพื่อไม่ให้สีหรือกลิ่นตกค้างบนรองเท้า

สเปรย์กันน้ำสำหรับรองเท้า ใช้ฉีดป้องกันก่อนออกไปวิ่ง ช่วยลดปริมาณน้ำที่ซึมเข้าผ้าส่วนบน

ถ้ามีงบเพิ่มอีกนิด เครื่องเป่ารองเท้าก็เป็นตัวช่วยที่ดี

วิธีดูแลรองเท้าวิ่งเปียกฝน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ

เมื่อกลับถึงบ้านพร้อมรองเท้าที่เปียกโชก ให้ทำตามสามขั้นตอนนี้ทันที

...

1. ถอดพื้นรองในและเชือกออก แล้วทำความสะอาดคราบ

เริ่มจากถอดพื้นรองใน (Insole) และเชือกรองเท้าออกจากตัวรองเท้าให้หมด การแยกชิ้นส่วนช่วยให้อากาศเข้าถึงด้านในได้ทั่วถึง และทำให้แต่ละชิ้นแห้งเร็วกว่าการปล่อยไว้รวมกัน จากนั้นเช็ดหรือล้างคราบโคลนและสิ่งสกปรกที่ติดมากับน้ำฝนออก เพราะถ้าปล่อยให้คราบแห้งติดผ้า จะทำความสะอาดยากขึ้น

...

2. ยัดกระดาษทิชชู่ดูดความชื้น แล้วเปลี่ยนใหม่ทุก 1–2 ชั่วโมง

ขยำกระดาษทิชชู่สีขาวยัดเข้าไปในรองเท้าให้แน่นพอประมาณ และใช้ทิชชู่ซับรอบนอกตัวรองเท้าด้วย ทิชชู่จะช่วยดูดน้ำที่ค้างอยู่ในผ้าและโฟม พร้อมช่วยคงทรงรองเท้าไม่ให้ยุบระหว่างแห้ง เมื่อผ่านไปประมาณ 1–2 ชั่วโมง ทิชชู่ชุดแรกจะอมน้ำ ให้เอาออกแล้วเปลี่ยนชุดใหม่ การเปลี่ยนทิชชู่ซ้ำทำให้รองเท้าแห้งเร็วขึ้น

...

3. ผึ่งไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเท ห้ามตากแดดหรือเป่าไดร์ลมร้อน

ขั้นตอนสุดท้ายคือนำรองเท้าไปผึ่งในบริเวณที่ร่มและมีลมพัดผ่าน เช่น ระเบียงที่ไม่โดนแดดตรง หรือเปิดพัดลมอัดก็ได้ ข้อห้ามสำคัญคือห้ามตากแดดจัดและห้ามเป่าด้วยไดร์ลมร้อน เพราะความร้อนจะทำให้กาวของตัวรองเท้าเสื่อมสภาพ

...

เคล็ดลับเสริมจาก SASOM ป้องกันรองเท้าวิ่งเปียกและกลิ่นอับ

การดูแลหลังเปียกสำคัญก็จริง แต่ถ้าป้องกันได้ตั้งแต่แรกจะยิ่งดีกว่า สามเคล็ดลับนี้ช่วยลดปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

ฉีดสเปรย์กันน้ำก่อนออกไปวิ่งทุกครั้ง โดยเฉพาะวันที่ฟ้าครึ้ม สเปรย์จะช่วยให้น้ำเกาะผิวรองเท้าแทนที่จะซึมเข้าไปในผ้า

ใช้เครื่องเป่ารองเท้าถ้ามีอยู่แล้ว จะช่วยให้รองเท้าแห้งเร็วขึ้นไปอีก ใช้ควบคู่กับการผึ่งในที่ร่มได้เลย

มีรองเท้าวิ่งไว้ใส่สลับหลายคู่ เพื่อให้แต่ละคู่มีเวลาแห้งสนิทก่อนใส่ครั้งต่อไป วิธีนี้ช่วยลดเรื่องกลิ่นได้เยอะมาก สำหรับคนที่วิ่งเป็นประจำ ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด เพราะต่อให้ดูแลดีแค่ไหน รองเท้าที่ยังชื้นอยู่แล้วถูกใส่ซ้ำวันรุ่งขึ้นก็จะสะสมความอับไปเรื่อย ๆ การหมุนเวียนใช้สองถึงสามคู่จึงเป็นทั้งการแก้ปัญหากลิ่นและการถนอมรองเท้าไปพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องรองเท้าวิ่งเปียก

ตากแดดให้แห้งเร็ว ๆ ได้ไหม?

ไม่แนะนำ แดดจัดและความร้อนจากไดร์ลมร้อนทำให้กาวที่ยึดรองเท้าเสื่อมสภาพ ส่งผลให้รองเท้าพังเร็วกว่าที่ควร การผึ่งในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทอาจใช้เวลานานกว่า แต่ปลอดภัยต่อรองเท้ามากกว่า

ทำไมต้องใช้ทิชชู่สีขาวธรรมดา?

ทิชชู่ที่มีสีหรือมีน้ำหอม เมื่อเปียกน้ำอาจทำให้สีหรือสารแต่งกลิ่นติดค้างอยู่บนผ้าด้านในรองเท้า ทิชชู่ขาวแบบธรรมดาจึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด และหาได้ง่ายในทุกบ้าน (SASOM’s Tips อีกอย่างคือใช้ทิชชู่ทำครัว ไม่ใช้ทิชชู่เช็ดหน้า จะซับน้ำได้ดีกว่า)

ถ้ารองเท้าเริ่มมีกลิ่นแล้ว ควรทำอย่างไร?

ให้กลับไปเริ่มที่พื้นฐาน คือถอดพื้นรองในกับเชือก ทำความสะอาด แล้วผึ่งให้แห้งสนิทจริง ๆ ก่อนนำกลับมาใส่ และพักรองเท้าคู่นั้นด้วยการสลับไปใส่คู่อื่นสักระยะ

มุมมองของ SASOM

ในมุมมองของ SASOM หน้าฝนของไทยไม่ใช่เหตุผลที่ต้องหยุดวิ่ง แต่เป็นช่วงที่แยกนักวิ่งที่ดูแลอุปกรณ์เป็นออกจากคนที่ต้องซื้อรองเท้าใหม่บ่อยเกินจำเป็น เราเห็นว่าปัญหาส่วนใหญ่ของรองเท้าวิ่งเปียกฝนไม่ได้มาจากน้ำฝนโดยตรง แต่มาจากการเร่งให้แห้งผิดวิธี โดยเฉพาะการตากแดดและเป่าลมร้อนที่ทำร้ายกาวรองเท้า ในขณะที่ทางแก้ที่ได้ผลจริงกลับเรียบง่ายและแทบไม่มีค่าใช้จ่าย คือทิชชู่ เวลา และที่ร่มที่ลมโกรก สำหรับนักวิ่งที่วิ่งสม่ำเสมอ เราแนะนำให้มองการมีรองเท้าวิ่งสองถึงสามคู่ไว้ใส่สลับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้แต่ละคู่แห้งสนิทและใช้งานได้ยาวขึ้น แทนที่จะใช้คู่เดียวจนหมดสภาพเร็ว

เลือกรองเท้าวิ่งคู่ถัดไปที่ผ่านการตรวจสอบของแท้ได้บนแอป SASOM แล้วพบกันใหม่ใน SASOM's Tips ตอนหน้า

บทความแนะนำ